วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่6

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 25 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 6 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2

     วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาทำกิจกรรมประดิษฐ์ของเล่น ซึ่งในความคิดของดิฉัน คิดว่าคล้าย "ลูกยาง" มาจากต้นยางนา (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocapus alatus Roxb. ex G.Don) แต่เราจะทำด้วยกระดาษ
ลูกยาง(Yang)

อุปกรณ์ (Equipment)
  1. กระดาษหน้าปก (Paper)
  2. คลิปหนีบกระดาษ (Paperclip)
  3. กรรไกร (Scissors)
อาจารย์ได้แบ่งให้แถวที่ 1 และ 2 ตัดกระดาษตรงกลางยาวชิดขอบรอยพับ ดังภาพด้านล่าง

วิธีทำ (How to)
- ภาพที่ 1 เมื่อตัดกระดาษได้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามภาพแล้ว นำกระดาษมาพับครึ่ง
- ภาพที่ 2 พับกระดาษแล้วใช้กรรไกรตัดตรงกลางชิดรอยพับ เลือกตัดด้านใดด้านหนึ่ง
- ภาพที่ 3 ตัดกระดาษเสร็จแล้ว พับส่วนที่ตัดไปคนละด้านดังภาพ
- ภาพที่ 4 นำคลิปหนีบกระดาษมาหนีบไว้ด้านที่ไม่ได้ตัดดังภาพ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ส่วนอาจารย์ได้แบ่งให้แถวที่ 3,4 และ 5 ตัดกระดาษตรงกลางไม่ยาวมาก(แล้วแต่จะตัดแบบไหน)

วิธีทำ (How to)
- ภาพที่ 1 เมื่อตัดกระดาษได้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามภาพแล้ว นำกระดาษมาพับครึ่ง
- ภาพที่ 2 พับกระดาษแล้วใช้กรรไกรตัดตรงกลางไม่ยาวมาก เลือกตัดด้านใดด้านหนึ่ง
- ภาพที่ 3 ตัดกระดาษเสร็จแล้ว พับส่วนที่ตัดไปคนละด้านดังภาพ
- ภาพที่ 4 นำคลิปหนีบกระดาษมาหนีบไว้ด้านที่ไม่ได้ตัดดังภาพ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

     อาจารย์ให้แถวที่ 1 ถึงแถวที่ 5 ออกมาเล่นทีละแถว วิธีเล่น ให้แต่ละคนโยน ขว้าง หรือปา ก็ได้ ลงมาจากที่สูง
     แถวที่ 1 และ 2 เมื่อขว้างลงมาจากที่สูง พบว่าลูกยาง(กระดาษ) จะหมุนเป็นวงกลมคล้ายลูกยาง และตกลงสู่พื้น (เนื่องจากถ่ายภาพเคลื่อนไหว แล้วเห็นไม่ชัด ดิฉันจึงนำภาพด้านล่างมาเป็นตัวอย่าง)
ตัวอย่าง การหมุนของแถวที่ 1,2
ลูกยาง
     แถวที่ 3 , 4 และ 5 เมื่อขว้างลงมาจากที่สูง พบว่าลูกยาง(กระดาษ) ไม่หมุนเป็นวงกลมคล้ายลูกยางเท่าไหร่นัก แต่จะตรงดิ่งตกลงสู่พื้นทันที
     ที่ต่างกันเพราะแรงน้วมถ่วง และแรงต้านทาน จึงนำมาประยุกต์เป็น เครื่องบิน, ร่มชูชีพ ฯลฯ การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ส่งเสริมพัฒนาการตามคุณลักษณะตามวัย บนพื้นฐานทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม (Constructionism) หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากนั้นอาจารย์ให้เพื่อนออกมานำเสนอบทความวิทยาศาสตร์ 5 คน
สรุป บทความ(Article)
คนที่ 1 น.ส.พัชราภา บุญเพิ่ม บทความเรื่อง : แสงสีกับชีวิตประจำวัน ข้อมูล : Cick
คนที่ 2 น.ส.รัชดาภรณ์ นันบุญมา บทความเรื่อง : เงามหัศจรรย์ต่อสมอง ข้อมูล : Cick
คนที่ 3 น.ส.ฐิติมา บำรุงกิจ บทความเรื่อง : สอนลูกเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ข้อมูล : Cick
คนที่ 4 น.ส.เนตรยา เนื่องน้อย บทความเรื่อง : วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ข้อมูล : Cick
คนที่ 5 น.ส.จิตราภรณ์ นาคแย้ม บทความเรื่อง : การทดลองวิทยาศาสตร์(Science experiments) ข้อมูล : Cick
     เมื่อเพื่อนนำเสนอบทความเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ให้นำแผนแต่ละกลุ่มไปติดที่ผนังห้องเพื่อแชร์ความรู้ร่วมกัน และตรวจทานเพื่อนำไปแก้ไข


กลุ่มของดิฉัน เรื่อง ไก่ (Chicken)

สรุป Mind Map
เรื่อง ไก่ (Chicken)
ข้อมูลเพิ่มเติม : ไก่(Chicken) Cick Cick Cick
การนำไปประยุกต์ใช้
     ของเล่นที่ทำวันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นกระดาษ เราสามารถนำไปประยุกต์นำอย่างอื่นมาประดิษฐ์ได้ นำไปสอนเด็กเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆที่หลากหลาย
เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     ให้เด็กคิดอย่างอิสระ และลงมือกระทำในการประดิษฐ์ชิ้นงาน เด็กรับรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เกิดการเรียนรู้ การคิด การสังเกต ค้นหา ว่าสิ่งที่อาจารย์ให้ทำนั้นคืออะไร นำมาซึ่งการลงมือทดลอง และการสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา ทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ ไม่คุยกันเสียงดังระหว่างที่อาจารย์พูด และเมื่อเพื่อนนำเสนอบทความหน้าชั้นเรียน
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ เข้าสอนตรงต่อเวลา และให้คำชี้แจงความรู้เพิ่มเกี่ยวกับบทความ มีกิจกรรมการประดิษฐ์น่าสนใจ
คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่5

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 18 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 5 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2

     อาจารย์ให้ทำกิจกรรมโดยแจกกระดาษให้นักศึกษา 1 แผ่นต่อ 4 คน พับกระดาษแบ่งครึ่ง และวาดภาพที่สัมพันธ์กันลงไป
อุปกรณ์ (Equipment)
     1.กระดาษแข็ง
     2.ไม้เสียบลูกชิ้น
     3.กรรไกร
     4.ดินสอสี
     5.เทปกาว
วิธีทำ (How to)
     ภาพที่ 1 ตัดกระดาษ ครึ่งของกระดาษ A4 
     ภาพที่ 2 เมื่อตัดเสร็จแล้ว นำกระดาษมาพับครึ่งอีก 1 รอบ
     ภาพที่ 3 วาดรูปที่สัมพันธ์กันลงไปทั้งสองด้านของกระดาษ เช่น ด้านหนึ่งเป็นสุ่ม อีกด้านเป็นไก่
     ภาพที่ 4 เมื่อวาดภาพตกแต่งเสร็จ นำไม้เสียบลูกชิ้นวางทาบด้านในกระดาษและติดเทปกาวไว้ จากนั้นนำเทปกาวมาติดด้านข้างของขอบกระดาษ
     เมื่อนำมาเล่น ถือตรงไม้เสียบลูกชิ้นแล้วหมุนด้วยความเร็ว จะเห็นได้ว่าไก่อยู่ในสุ่มนั้นเอง หลังจากนั้นอาจารย์ให้เพื่อนๆออกมานำเสนอบทความต่อ
คนที่ 1 น.ส.แสงระวี ทรงไตรย์ บทความเรื่อง : เด็กๆอนุบาลสนุกกับ “สะเต็มศึกษา” ผ่านโครงงานปฐมวัย ข้อมูลCick
คนที่ 2 น.ส.ศุภาวรรณ ประกอบกิจ บทความเรื่อง : โลกของเราดำเนินอยู่ได้อย่างไร ข้อมูลCick
คนที่ 3 น.ส.ศิราลักษณ์ คาวินวิทย์ บทความเรื่อง : บ้านฉันเป็นค่ายวิทยาศาสตร์ ข้อมูลCick

การบ้าน สรุป ความลับของแสง (The Secret of Light)
     แสงไฟเกี่ยวข้องอย่างไรกับการมองเห็น แสงช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะแสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งเหมือนกับคลื่นน้ำในทะเล แต่เป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก นอกจากนั้นแสงยังเคลื่อนที่ได้เร็ว 300,000 กิโลเมตร/วินาที ซึ่งถ้าเราวิ่งได้เร็วเท่าแสงเราจะวิ่งรอบโลกได้ 7 รอบ/วินาที
ตัวอย่างการทดลอง
     หากล่องใบใหญ่ที่มีฝาปิด 1 ใบ เจาะรูข้างๆกล่อง 1 รู แล้วนำของต่างๆมาใส่ในกล่อง เช่น ตุ๊กตา หลังจากนั้นปิดฝากล่อง ลองมองเข้าไปในรูที่เจาะไว้ จะเห็นได้ว่ามืดสนิทมองไม่เห็นของที่ใส่ไว้ด้านใน แต่เมื่อเปิดฝากล่องออก ได้รับแสงจะเห็นว่าสว่างขึ้นสามารถมองเห็นของที่อยู่ด้านใน จากนั้นทดลองปิดฝากล่องอีกครั้งแต่เจาะรูเพิ่มด้านข้างกล่องอีก 1 รู แล้วนำไฟฉายมาส่อง เราก็สามารถมองเห็นสิ่งของได้เช่นกัน การที่เรามองเห็นวัตถุรอบๆตัวได้เพราะแสงส่องลงมากระทบกับวัตถุต่างๆ แต่สาเหตุที่เรามองเห็นวัตถุรอบๆตัว แสงยังจะต้องสะท้อนจากวัตถุนั้นเข้ามาสู่ตาของเราด้วย เราถึงจะมองเห็นวัตถุได้ ซึ่งเท่ากับว่าตาของเราคือจอสำหรับรับแสงที่สะท้อนเข้ามาจากวัตถุ
     ถ้าไฟฟ้าดับเมื่อไฟฟ้าติดทำให้เราแสบตา เกิดจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณแสงเร็วเกินไปตาของเรายังปรับไม่ทันจึงพร่าและแสบตานั้นเอง
     แสงมีลักษณะเดินทางเป็นเส้นตรงไปจนถึงวัตถุที่มากั้นทางเดินของแสง และแสงก็จะถูกวัตถุนั้นสะท้อนกลับมาเป็นเส้นตรงแบบเดิมเข้าสู่ตาของเรา วัตถุบางชนิดที่แสงส่องทะลุผ่านไปได้ วัตถุบนโลกเราเมื่อมีแสงมากระทบจะมีคุณสมบัติอยู่ 3 แบบ คือ
     1.วัตถุโปร่งแสง แสงจะทะลุผ่านไปได้และแสงบางส่วนก็จะสะท้อนมาที่ตาของเรา ซึ่งทำให้เรามองทะลุวัตถุนั้น และมองเห็นรูปร่างได้ แต่แสงจะทะลุผ่านเข้าไปได้แค่บางส่วน เราจึงมองเห็นวัตถุได้ไม่ชัดเจน เช่น กระจกฝ่า และพลาสติกสีขุ่นๆ เป็นต้น
     2.วัตถุโปร่งใส มีคุณสมบัติคล้ายกันกับวัตถุโปร่งแสง แต่แสงสามารถทะลุผ่านไปได้ทั้งหมด ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังได้ชัดเจน เช่น กระจกใส หรือพลาสติกใสนั้นเอง
     3.วัตถุทึบแสง จะดูดกลืนแสงบางส่วนไว้แล้วสะท้อนแสงส่วนที่เหลือเข้าสู่ตาเรา เช่น ไม้ หิน เหล็ก และตัวของเรา
     การหักเหของแสง เกิดจากการที่แสงเดินทางผ่านวัตถุหรือตัวกลางคนละชนิด
การนำแสงมาใช้ประโยชน์
- การเคลื่อนที่ ที่เป็นเส้นตรงของแสงเรานำมาใช้ทำเป็นกล้องฉายภาพแบบต่างๆ
- การสะท้อนแสง จากกระจกเงาสามารถมองเห็นวัตถุที่เราไม่สามารถมองเห็นได้

สรุปเป็น Mind Map
ข้อมูลเพิ่มเติมCick
การนำไปประยุกต์ใช้
     สิ่งประดิษฐ์ที่ทำวันนี้เราสามารถนำไปสอนเด็กๆได้ หรือเรื่องของแสง สามารถนำความรู้นั้นไปทำสื่อ ของเล่นวิทยาศาสตร์นำมาสอนเด็กหรือให้เด็กลงมือทำไปพร้อมๆกัน
เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     การสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา ทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ ไม่คุยกันเสียงดังระหว่างที่อาจารย์พูด และเมื่อเพื่อนนำเสนอบทความหน้าชั้นเรียน
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ เข้าสอนตรงต่อเวลา และให้คำชี้แจงความรู้เพิ่มเกี่ยวกับบทความ

คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่4

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 11 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 4 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2
     สัปดาห์นี้อาจารย์ให้เพื่อนๆออกมานำเสนอบทความ สัปดาห์ละ 5 คน คนละ 1 บทความ

คนที่ 1 น.ส.มนสิชา ศิลปสิทธิ์ บทความเรื่อง : หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัยมีความจำเป็นหรือไม่
     อาจารย์ชุติมา เตมียสถิต หัวหน้าสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) หนึ่งในทีมงานที่ริเริ่มโครงการนี้ กล่าวถึงที่มาของการจัดทำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย ว่าจากการเยี่ยมชมโรงเรียนปฐมวัยทุกสังกัดทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2548 – 2549 พบว่าครูปฐมวัยได้สอนวิทยาศาสตร์ในเชิงเนื้อหามากมาย โดยผ่านการบอกเล่า มากกว่าที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น และมีความกระตือรือร้นที่จะสำรวจตรวจสอบหาคำตอบ เนื้อหาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ครูสอนถูกแนวคิด (concept) บ้างไม่ถูกบ้าง
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick

คนที่ 2 น.ส.เจนจิรา ไทยแท้ บทความเรื่อง : 5 แนวทางสอนคิด เติม"วิทย์"ให้เด็กอนุบาล
     ดร. วรนาท รักสกุลไทย นักการศึกษาปฐมวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา (ฝ่ายอนุบาล) กล่าวว่า "เราคงทราบดีกันอยู่แล้วว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเพียงใด แต่สำหรับเด็กอนุบาล แนวทางการสอนต่างหากที่จะทำให้เด็กสนใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือครูต้องแม่นยำในพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก รวมถึงต้องอย่าลืมเรื่องจินตนาการที่มีอยู่สูงในเด็กวัยนี้"
     ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สสวท. กล่าวถึงแนวทางในการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาลว่า "แนวทางของ สสวท.คือต้องการให้คุณครูบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้าไปในการเรียนการสอนปกติของเด็ก ๆ ซึ่งครูและนักการศึกษาปฐมวัยอาจจะมีคำถามว่า จะต้องแยกวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นอีกวิชาหนึ่งไหม จริง ๆ คือไม่ต้อง เพราะการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ต้องแยกเป็นวิชา เพราะวิทยาศาสตร์คือกระบวนการการเรียนรู้ อยากให้คุณครูมองว่า มันคือการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวของเด็กๆ"
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick

คนที่ 3 น.ส.สุวนันท์ มณีทิพย์ บทความเรื่อง : อพวช.ผนึกพันธมิตรจัดงาน"วันนักวิทยาศาสตร์น้อย"หวังปลูกความรักวิทยาศสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย
     เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2556 : นายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวในงานพิธีเปิดงาน “วันนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย 2556” ว่า ในยุคปัจจุบัน การพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศ ต้องพยายามพัฒนาศักยภาพของประชากรด้วยการศึกษา รวมทั้งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ จากผลการประเมินระดับนานาชาติ เช่น Programme for International Student Assessment : PISA พบว่า ความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ และประเทศไทยยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา ซึ่งปัญหานี้ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งครูและผู้ปกครองต่างต้องตระหนักที่จะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick

คนที่ 4 น.ส.เปี่ยมสิริ เรืองฤทธิ์ บทความเรื่อง : สอนลูกเรื่องภาวะโลกร้อน (Teaching Children about Global Warming)
     สอนลูกเรื่องภาวะโลกร้อน (Teaching Children about Global Warming) หมายถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น เพราะมนุษย์ทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการเผาผลาญเชื้อเพลิงและการใช้สารเคมี ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ถูกก๊าซเรือนกระจกกักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลกระทบให้สภาพอากาศในโลกเปลี่ยนแปลงผิดไปจากเดิม เช่น เกิดภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด จึงส่งผลให้คนเสียชีวิต การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการลดสภาวะโลกร้อน ทำให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ถึงสาเหตุที่โลกร้อน และวิธีการลดภาวะโลกร้อนด้วยการนำของใช้หรือของเล่นมาใช้ซ้ำหรือดัดแปลงใหม่เป็นสิ่งใหม่ วิธีดังกล่าวสามารถปลูกฝังนิสัยที่ดีๆให้เด็กได้รู้จักรักของ ประหยัด อดทน และช่วยลดขยะหรือสิ่งเหลือใช้ที่เกิดขึ้นในโลก ตลอดจนช่วยลดการใช้พลังงานหรือสารเคมีที่นำมาผลิตสิ่งของใหม่ ซึ่งมีผลกระทบที่ทำให้เกิดเรือนกระจกไปบังการสะท้อนกลับของรังสีจากดวงอาทิตย์ การแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนเป็นหน้าที่ของทุกคนในโลกนี้ การจัดกิจกรรมลดสภาวะโลกร้อนโดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจที่บ้านและครอบครัวจะส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick

     จากนั้นเมื่อเพื่อนๆนำเสนอบทความเสร็จ อาจารย์ชี้แนะสอนให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย
ความหมายของวิทยาศาสตร์
     วิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาสืบค้นและจัดระบบความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติโดยอาศัยกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศสตร์ที่ประกอบด้วยวิธีการทักษะกระบวนการและเจตคติทางวิทยาศาสตร์อย่างมีระบบแบบแผน มีขอบเขตโดยอาศัยการสังเกต การทดลองเพื่อค้นหาความเป็นจริงและทำให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
     1.การเปลี่ยนแปลง
     2.ความแตกต่าง
     3.การปรับตัว
     4.การพึ่งพาอาศัยกัน
     5.ความสมดุล
การศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์
     1.ขั้นกำหนดปัญหา
     2.ขั้นตั้งสมมติฐาน
     3.ขั้นรวบรวมข้อมูล
     4.ขั้นลงข้อสรุป
เจตคติทางวิทยาศาสตร์
     1.ความอยากรู้อยากเห็น
     2.ความเพียรพยายาม
     3.ความมีเหตุผล
     4.ความซื่อสัตย์
     5.ความมีระเบียบและรอบคอบ
     6.ความใจกว้าง
ความสำคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์


สรุป Mind Map

ความรู้เพิ่มเติม
มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ : Cick , Cick
ทักษะการสังเกต
     การสังเกต (Observation) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไปทบวงมหาวิทยาลัย (2525:60) ได้กล่าวว่า ในการสังเกตต้องระวังอย่านำความคิดเห็นส่วนตัวไปปนกับความจริงที่ได้จากการ สังเกตเป็นอันขาด เพราะการลงความคิดเห็นของเราในสิ่งที่สังเกตอาจจะผิดก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นเกิดจาการสังเกตหรือไม่ ต้องถามตัวเองว่า ข้อมูลที่ได้นี้ได้มาจากการใช้ประสาทสัมผัสส่วนไหนหรือเปล่า ถ้าคำตอบว่าใช่ แสดงว่าเป็นการสังเกตที่แท้จริง
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick , Cick , Cick

การนำไปประยุกต์ใช้
     ได้รับความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ทำให้รู้ลึกซึ้งมากขึ้น ควรให้เด็กลงมือกระทำ รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เราจัดกิจกรรมที่เด็กสามารถมองเห็น ลงมือสัมผัสกระทำได้ เพื่อที่เด็กจะได้เกิดการเรียนรู้
เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     การสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา และตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์อธิบาย
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ ไม่คุยกันเสียงดังระหว่างที่อาจารย์พูด และเมื่อเพื่อนนำเสนอบทความหน้าชั้นเรียน
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ เข้าสอนตรงต่อเวลา และให้คำชี้แจงความรู้เพิ่มเกี่ยวกับบทความ


คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่3

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 4 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 3 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2
รูปแบบการเรียนเด็กปฐมวัย
     คุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 3-5 ปี ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2546 มีดังนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม : Cick

ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย(อายุ 3-5 ปี)
ทฤษฎีการทดลองของพาฟลอฟ
     
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning) เป็นการเรียนรู้แบบที่มีต่อสิ่งเร้าสองสิ่ง สิ่งเร้า สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งเร้าแท้ และสิ่งเร้าอีกสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งเร้าเทียมโดยสิ่งเร้าเทียม จะทำหน้าที่แทนสิ่งเร้าแท้ได้ โดยที่มีผลตอบสนอง เช่นเดียวกับสิ่งเร้าแท้ ผู้ริเริ่มตั้งทฤษฎีนี้เป็นคนแรก คือ พาฟลอฟ (Pavlov) ต่อมาภายหลังวัตสัน (Watson) ได้นำเอาแนวคิดของพาฟลอฟไปดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
      อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) ได้ทดลองในสุนัข โดยให้อาหารสุนัข เมื่อสุนัขได้อาหารจะเกิดพฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์อย่างง่ายขึ้น คือ น้ำลายไหลออกมาขณะที่กินอาหาร ต่อมา พาฟลอฟ ให้อาหารพร้อมกับสั่นกระดิ่งไปด้วยหลายๆ ครั้ง สุนัขจะมีน้ำลายไหลออกมาด้วยเสมอ เพียงแต่ พาฟลอฟสั่นกระดิ่งเท่านั้น สุนัขก็เกิดอาการน้ำลายไหลแล้วทั้งๆ ที่ตามปกติ เสียงกระดิ่ง ไม่สามารถทำให้สุนัขน้ำลายไหลได้
      พบว่า ถ้าสั่นกระดิ่งพร้อมกับการให้อาหารทุกครั้งสุนัขที่หิวเมื่อเห็นอาหารหรือได้กลิ่นจะหลั่งน้ำลาย หลังจากการฝึกเช่นนี้มานาน เสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้สุนัขหลั่งน้ำลายได้ การทดลองนี้สิ่งเร้าคืออาหารที่เป็นสิ่งเร้าที่แท้จริง หรือ สิ่งเร้าที่ไม่มีเงื่อนไข (unconditioned stimulus) ส่วนเสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าไม่แท้จริงหรือสิ่งเร้ามีเงื่อนไข (conditioned stimulus)
การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน (การทดลองของวัตสัน)
      ความรู้สึกบางอย่างมีมาตั้งแต่เกิด เช่น ความรัก ความโกรธ ความกลัว ฯลฯ
อุปกรณ์การทดลอง
  • เด็กชาย อัลเบิร์ด อายุ 11 เดือน
  • หนูขาว
  • เหล็ก
หลักการ/แนวคิดสู่การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
นักการศึกษา/หลักการ แนวคิด
กีเซล (Gesell)
  • พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างมีแบบแผนและเป็นขั้นตอน เด็กควรพัฒนาไปตามธรรมชาติไม่ควรเร่งหรือบังคับ
  • การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว การใช้ภาษา การปรับตัวเข้าสังคมกับบุคคลรอบข้าง
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
  • ให้เด็กได้เล่นกลางแจ้ง
  • จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ฝึกการใช้มือและประสาทสัมพันธ์มือกับตา
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟัง ได้พูดท่องคำ
  • จัดให้เด็กทำกิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม
ฟรอยด์ (Freud)
  • ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของคนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอจะเกิดอาการชะงัก พฤติกรรมถดถอยกับข้องใจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • ครูเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งการแสดงออก ท่าที วาจา
  • จัดกิจกรรมเป็นขั้นตอน จากง่ายไปหายาก
  • จัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านและโรงเรียนเพื่อส่งเสริมพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก
อีริคสัน (Erikson)
  • ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เด็กพอใจ ประสบผลสำเร็จ เด็กจะมองโลกในแง่ดีมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจผู้อื่น
  • ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่พอใจ จะมองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเองและไม่ไว้วางใจผู้อื่น
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ประสบผลสำเร็จ พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมของห้องเรียน เพื่อน ครู
  • จัดบรรยากาศในห้องเรียนให้เด็กมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสภาพแวดล้อม ครูและเพื่อนๆ
เพียเจท์ (Piaget)
  • พัฒนาการทางด้านเชาว์ปัญญาของเด็กเกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเด็ก มีการรับรู้จากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และมีการปรับขยายประสบการณ์เดิม ความมคิดและความเข้าใจให้ขยายมากขึ้น
  • พัฒนาการของเด็กปฐมวัย (0-6 ปี)
  1. ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหววัย 0-2 ปี เด็กเรียนรู้ทุกอย่างทางประสาทสัมผัสทุกด้าน
  2. ขั้นความคิดก่อนปฏิบัติการวัย 2-6 ปี เริ่มเรียนภาษาพูดและภาษาท่าทางในการสื่อสาร ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดหาเหตุผลไม่ได้ จัดหมวดหมู่ได้ตามเกณฑ์ของตนเอง
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
  • จัดให้เด็กฝึกฝนทักษะ การสังเกต การจำแนก เปรียบเทียบ
  • จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสคิดหาเหตุผลเลือก และตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
  • จัดให้เด็กได้เรียนรู้จาสิ่งใกล้ตัวไปสู่เรื่องไกลตัว และมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม
ดิวอี้ (Dewey)
  • เด็กเรียนรู้โดยการกระทำ
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมให้เด็กได้ประสบผลสำเร็จพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมของห้องเรียน เพื่อน ครู
  • จัดบรรยากาศในห้องเรียนให้เด็กมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสภาพแวดล้อม ครูและเพื่อนๆ
สกินเนอร์ (Skinner)
  • ถ้าเด็กได้รับการชมเชยและประสบผลสำเร็จในการทำกิจกรรม เด็กสนใจที่ทำต่อไป
  • เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนใคร
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • ให้แรงเสริม เช่น ชมเชย ชื่นชม เมื่อเด็กทำกิจกรรมประสบผลสำเร็จ
  • ไม่นำเด็กเปรียบเทียบแข่งขันกัน
เปสตาลอสซี่ (Pestalozzi)
  • ความรักเป็นพื้นฐานสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาเด็ก ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา
  • เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งด้านความสนใจ ความต้องการและระดับความสามารถในการเรียน
  • เด็กไม่ควรถูกบังคับให้เรียนรู้ด้วยการท่องจำ
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ให้ความรักให้เวลา และให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์
เฟรอเบล (Froeble)
  • ควรส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กด้วยการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรี
  • การเล่นเป็นการทำงานและการเรียนรู้ของเด็ก
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดกิจกรรมเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างเสรี
เอลคายน์ (Elkind)
  • การเร่งเด็กให้เรียนรู้แต่เล็กเป็นอันตรายต่อเด็ก
  • เด็กควรมีโอกาสเล่นและเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง
การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • จัดบรรยากาศในห้องเรียนให้เด็กมีโอกาสเล่นและเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง
การเรียนรู้อย่างมีความสุข
สรุป หลักการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
     พัฒนาเด็กให้ครบทุกพัฒนาการ เน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กิจกรรมที่จัดต้องมีความสมดุลยึดเด็กเป็นสำคัญ และต้องประสานสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน
การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง
  • การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง
  • เรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
  • พัฒนาทักษะ การสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก การสรุปความคิดรวบยอด การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ
  • กิจกรรมโครงการ กิจกรรมประจำวัน การเล่น กิจกรรมการทดลอง กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ กิจวัตรประจำวัน ฯลฯ
การเรียนรู้แบบองค์รวม

Mind Map
สรุป รูปแบบการเรียนเด็กปฐมวัย

การนำไปประยุกต์ใช้
     จากทฤษฎีต่างๆ เราสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมต่างสอนเด็กให้ถูกต้องเหมาะสม
เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     การสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนสาย
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ สอนเนื้อหาละเอียด ทฤษฎีไม่นำข้อมูลมาเยอะจนเกินไป ทำให้ดูไม่น่าเบื่อหน่าย

คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...   

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่2

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 28 สิงหาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 2 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2
     อาจารย์ให้ความเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และวิทยาศาสตร์ มีดังนี้
เด็กปฐมวัย นิยามความหมาย เด็กแรก-5 ปี 11 เดือน 29 วัน
1.พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างความคิดด้านร่างกาย, ด้านสติปัญญา, ด้านอารมณ์, ด้านสังคม
2.การเรียนรู้การเล่นของเด็ก
3.การอบรมเลี้ยงดู
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้ง 4 ด้าน เป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาการ คือ สิ่งที่เด็กสามารถทำได้

ขั้นพัฒนาการ

     ขั้นที่ 1 การรับรู้ ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี โดยใช้ประสาทสัมผัสที่ 5 ซึมซับไปยังสมอง พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ

     ขั้นที่ 2 ก่อนปฏิบัติการคิด ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ

     1.ขั้นก่อนเกิดสังกัป เด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้นสามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันแต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลางและมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและเหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริงนักนอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกันจะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่าความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก

     2.ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought)เด็กอายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนักสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อนรู้จักนำความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วๆไปมาสรุปแก้ปัญหาโดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก

วิธีการเรียนรู้

     เด็กลงมือกระทำกับวัตถุหรือกิจกรรมนั้นๆด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ
วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
     คือ ความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเอง
ทักษะที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ คือ คณิตศาสตร์, ภาษา มาใช้ในการศึกษาวิทยาศาสตร์

  • ความพยายามเช่นนี้ติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิดซึ่งสะท้อนให้เห็นจากธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็นช่างสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พวกเขาเจอและบางครั้งก็เป็นคำถามที่ยากเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะให้คำตอบ
  • การทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเองโดยการสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่พวกเขาเจอช่วยเชื่อมโยงเซลล์ของสมองเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กๆเพราะส่งเสริมให้เด็กได้คิด
ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจในธรรมชาติของเด็ก
  • ปิดกั้นโอกาสทางการเรียนรู้ของพวกเขาโดยการไม่ให้ความสนใจกับคำถาม 
  • ไม่ให้ความสนใจกับการค้นพบแบบเด็กๆ 
  • ไม่จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะ และแนวคิดที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างเหมาะสม
ทบทวนบทบาท
  • เปิดโอกาสทางการเรียนรู้ของพวกเขาโดยการให้ความสนใจกับคำถาม 
  • ให้ความสนใจกับการค้นพบแบบเด็กๆ 
  • จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิดที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างเหมาะสม 
  • ครูและผู้ปกครองต้องยอมรับในเรื่องจินตนาการที่มีอยู่สูงในเด็กวัยนี้ 
  • ครูต้องแม่นยำในพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก
Mind Map

การนำไปประยุกต์ใช้
     สามารถนำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ไปเป็นเทคนิค แนวทางในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัยพัฒนาการของเขา
เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     การสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา และตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์อธิบาย แต่บางครั้งก็คุยบ้าง
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ ไม่คุยกันเสียงดังระหว่างที่อาจารย์พูด
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ เข้าสอนตรงต่อเวลา และให้คำชี้แจงได้ดี
                                   คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...                    

สรุปบทความ

ชื่อบทความ : วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย Click (ฉบับเต็ม)
ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ไสยวรรณ
     วิทยาศาสตร์ คือ การศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรา ผลจากการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย เช่น เราจะรู้สึกว่าไม่มีความสุขหากอากาศร้อนวิทยาศาสตร์ช่วยให้เรามีพัดลมหรือแอร์เราได้รับความบันเทิงทางเทคโนโลยี เช่น ทีวี วิทยุเป็นต้น เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบใช้คำถามว่า ทำไม อย่างไร เด็กสามารถสังเกตและสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องดิน หิน อากาศและท้องฟ้า เรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุ พลังงานจากแม่เหล็ก แสงและเสียง กิจกรรมวิทยาศาสตร์ทำให้เด็กเรียนรู้วิธีการเรียนและการสร้างความมั่นใจของเด็ก ลดความกลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ จะนำไปสู่ความรู้สึกประสบความสำเร็จ

     กิจกรรมวิทยาศาสตร์ช่วยให้เด็กรู้โลกรอบตัวด้วยความเข้าใจคือการที่เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตัวเองและได้เป็นผู้จัดระบบอุปกรณ์ สำรวจ ตั้งคำถาม ใช้เหตุผลและแสวงหาคำตอบจากกิจกรรมทางกายและทางสมอง กิจกรรมวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเห็นคุณค่าของตนเองและมีความกระตือรือร้นซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา เด็กรับรู้และพยายามทำงานอย่างมีส่วนร่วมเรียนรู้ภาษาจากการทำกิจกรรมเพื่อเป็นการช่วยอธิบายความเข้าใจด้วยตัวของเด็กเอง ช่วยให้ผู้เรียนสนใจใฝ่รู้อยากแสวงหาความรู้ต่อไป ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพทางสติปัญญาของเด็กจากการเรียนรู้ที่เด็กได้สัมผัสกับวัสดุอุปกรณ์ วิธีการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญต่อคำว่า ทำไม ทำอย่างไร อะไรบ้าง การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าของเด็กในการสร้างองค์ความรู้ทำให้เกิดเจตคติที่ดี การแสวงหาความรู้ในห้องเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ศึกษาได้บูรณาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปกับการแสวงหาความรู้ ผู้เรียนทุกระดับและทุกจุดมุ่งหมายทางวิทยาศาสตร์จะใช้ทักษะการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ค้นหาคำตอบ ทักษะการแสวงหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง ความสามารถในการค้นหาความรู้ด้วยการลงมือกระทำอย่างเป็นระบบจนเกิดความเข้าใจประกอบด้วย ความสามารถ 5 ด้าน ดังนี้ การตั้งคำถาม การสืบค้น การใช้เครื่องมือเก็บข้อมูล การใช้ข้อมูลสร้างความเข้าใจและการเผยแพร่ความรู้ที่ค้นพบ

                            

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่1

บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 21 สิงหาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 1 กลุ่มเรียน 101 (วันพฤหัสบดี ตอนเช้า)
เวลาเข้าเรียน 08:30 – 12:20 น. ห้อง 233 อาคาร 2
     วันนี้เป็นคาบเรียนแรกของวิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย อาจารย์จินตนา สุขสำราญ ได้อธิบายชี้แจ้งแนวปฏิบัติตามแนวการสอนของวิชานี้ ตลอดจนข้อสงสัยต่างๆ อาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนบันทึกอนุทินโดยเลือกระหว่างทำ Blogger หรือ แฟ้ม และอธิบายประโยชน์การทำอนุทินจากบล็อกจากนั้นอาจารย์บอกแนวทางการเขียนอนุทินเพื่อบันทึกหลังการเรียนใส่ลงในบล็อกที่สร้างไว้ทุกครั้งที่เรียน

การนำไปประยุกต์ใช้
     การนำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เราสามารถนำไปทำกับวิชาอื่นได้ การทำ บล็อกยังเผยแพร่ความรู้ให้กับบุคคลอื่นได้ด้วย และเราสามารถเก็บข้อมูลต่างๆไว้ 
     ข้อดีของการทำบล็อก คือ เราไม่ต้องเสียเวลา ซึ่งข้อมูล หรือ วิจัย, บทความ ฯลฯ เราสามารถนำลิงก์มาวางใส่ลงในบล็อกได้เลย สะดวกต่อคนที่ต้องการเข้ามาดู หาความรู้ หรือแม้แต่เจ้าของบล็อก ไม่ว่าเราจะต้องการแก้ไข ลบอะไรก็ทำได้สะดวก ส่วนความเรียบร้อย คือเราสามารถกำหนดหัวข้อว่าอะไรจะอยู่หัวข้อไหน ทำให้สะดวกต่อการหาและดูเป็นระเบียบมากขึ้น ที่สำคัญบล็อกไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราสามารถกลับมาดูสิ่งที่เรียนได้ตลอดเวลา
      ข้อจำกัดของการทำแฟ้ม คือ เสียเวลาในการทำที่นานกว่า ซึ่งข้อมูล หรือ วิจัย, บทความ ฯลฯ ต้องเขียนหรือปริ้นใส่กระดาษได้เท่านั้น ถ้าเกิดความผิดพลาดต้องแก้ไข ทางเดียวคือปริ้นใหม่หมด ซึ่งทำให้เสียเวลา และยังเปลืองทรัพยากร(กระดาษ)มากอีกด้วย ที่สำคัญทำแฟ้มเมื่อไม่รักษาทิ้งขว้างงานอาจหายได้ผ่านไปเวลานานแฟ้มชำรุด และเก็บเอกสารไม่ได้นาน

เทคนิควิธีการสอนของอาจารย์
     การสอนโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด ถามตอบกับเด็ก โดยตั้งคำถามให้เด็กตอบอยู่เสมอๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาค้นหาคำตอบ และเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนอีกด้วย

การประเมินผล (Evaluation)
  • การประเมินตนเอง(Me) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา และตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์อธิบาย
  • การประเมินเพื่อน(Friend) - การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยถูกระเบียบ ไม่คุยกันเสียงดังระหว่างที่อาจารย์พูด
  • การประเมินอาจารย์(Teachers) - การแต่งกายสะอาดสุภาพ เข้าสอนตรงต่อเวลา และให้คำชี้แจงได้ดี


คลิกๆๆ เข้าไปเยี่ยมแฟนเพจกัน...